0
0
0
ยังไม่มีสินค้าในตะกร้า.

Dib Bangkok พิกัดใหม่ของคนรักอาร์ตที่ไม่ควรพลาด

calendar_month 01 ก.ค. 2026 / stylus นางสาวฮานะ ชิลไปไหน / visibility 56 / รีวิวที่เที่ยว

Dib Bangkok พิกัดใหม่ของคนรักอาร์ตที่ไม่ควรพลาด

สำหรับคนที่เชื่อว่าศิลปะไม่ใช่เพียงสิ่งที่มองเห็น แต่คือประสบการณ์ที่ต้องเดินเข้าไปสัมผัสด้วยตัวเอง Dib Bangkok (ดิบ บางกอก) คือหมุดหมายใหม่ที่ไม่ควรพลาด พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกของไทยใจกลางกรุงเทพฯ ที่กำลังกลายเป็นพื้นที่แห่งบทสนทนาระหว่างศิลปะ สถาปัตยกรรม และความทรงจำ

HIGHLIGHT
  • พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยนานาชาติแห่งแรกของไทยใจกลางกรุงเทพฯ
  • พร้อมชมนิทรรศการ “ล่อง (ไม่) หน” นิทรรศการเปิดตัวของดิบ บางกอก จัดแสดงถึงวันที่ 3 สิงหาคมนี้เท่านั้น ก่อนที่ Dib Bangkok จะปิดส่วนแกลเลอรีชั่วคราวเพื่อเตรียมต้อนรับนิทรรศการครั้งใหม่ในปลายเดือนกันยายนนี้ 


เดิมที ที่นี่คือคลังเก็บเหล็กที่ก่อสร้างขึ้นเมื่อ 40 ปีก่อน ก่อนจะได้รับการพลิกโฉมโดย WHY Architecture โดยสถาปนิก กุลภัทร ยันตรศาสตร์ ผู้ออกแบบมิวเซียมหลายแห่งในโลก ไม่ว่าจะเป็น The Metropolitan Museum of Art หรือ The Met ที่นิวยอร์ก ช่วยทำโครงการใหม่ของพิพิธภัณฑ์ลูฟร์ ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ผู้มาช่วยออกแบบอาคารเก่าย่านกล้วยน้ำไทให้กลายเป็นอาคารศิลปะร่วมสมัยที่ยังคงเคารพร่องรอยของโครงสร้างเดิมเอาไว้ ขณะเดียวกันก็เติมความงามแบบร่วมสมัยเข้าไปอย่างกลมกลืน จนเกิดเป็นอาร์ตมิวเซียมขนาดพื้นที่จัดแสดงกว่า 7,000 ตารางเมตร ที่มีบรรยากาศเรียบขรึม เท่ และให้ความรู้สึกราวกับกำลังเดินอยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะสักแห่งในยุโรป โดยผู้นำคนปัจจุบันของมิวเซียมประกอบด้วย ภูรัตน์ (แฌง) โอสถานุเคราะห์ ประธานผู้ก่อตั้ง ดร.มิวาโกะ เทสุกะ ผู้อำนวยการ และ อารียนา ชัยวาระนนท์ เป็นภัณฑารักษ์

พื้นที่จัดแสดงหลักตั้งอยู่ภายในอาคารสีขาวสูงสามชั้นที่ทอดยาวกว่า 100 เมตร พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุและผู้ใช้วีลแชร์ เพื่อให้ศิลปะเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้

กลางลานชั้นหนึ่ง ปรากฏวัตถุทรงกลมคล้ายดวงดาวที่ลอยอยู่ในห้วงจักรวาล ผลงาน Pars pro Toto (2020) ของ อลีเซีย ควาเด ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เปิดให้เข้าชมฟรี ราวกับเป็นบทนำที่ชวนผู้มาเยือนค่อย ๆ ก้าวเข้าสู่โลกอีกใบที่เต็มไปด้วยคำถามและการตีความ

Dib Bangkok พิกัดใหม่ของคนรักอาร์ตที่ไม่ควรพลาด



บริเวณระเบียงทางเดินชั้นสอง คือที่ตั้งของ Straight Up, 1988, Realized in 2025 ผลงานจัดแสดงถาวรของ เจมส์ เทอร์เรล ศิลปินชาวอเมริกันผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น “ปรมาจารย์แห่งแสง” ตัวงานมีลักษณะเป็นโครงสร้างทรงกลมสีขาวคล้ายปล่องสูง พร้อมบันไดที่ทอดตัวขึ้นไปสู่ท้องฟ้าสีครามอย่างเรียบง่ายและสง่างาม

ภายในเป็นพื้นที่นั่งรูปวงกลมที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้หยุดพักและเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของของท้องฟ้าตลอดทั้งวัน ซึ่งห้องจัดแสดงมี 2 ชั้น ห้องข้างล่างเป็นห้องมืดให้เราชมท้องฟ้าจากกล้องรูเข็ม และห้องข้างบนที่เปิดปล่องเพดานให้ชมท้องฟ้า ขณะที่ช่วงเย็นเวลาพระอาทิตย์ตกจะมีโปรแกรมพิเศษที่จัดแสดงแสงและสีที่ค่อย ๆ เคลื่อนไปตามกาลเวลา แต่ละเฉดสีมอบความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป ราวกับเป็นบทสนทนาเงียบ ๆ ระหว่างแสง ท้องฟ้า และอารมณ์ของผู้ที่นั่งอยู่ภายในนั้น (โปรแกรมแสงของ เจมส์ เทอร์เรลล์ ในช่วงเย็น ซื้อบัตรต่างหากจากนิทรรศการหลัก)

Dib Bangkok พิกัดใหม่ของคนรักอาร์ตที่ไม่ควรพลาด

อาคารฝั่งตรงข้ามคือพื้นที่ต้อนรับสำหรับเช็กอินและรับบัตรเข้าชม พร้อมล็อกเกอร์สำหรับฝากสัมภาระ และยังเป็นที่ตั้งของ วัตถุดิบ บิสโตร แอนด์ บาร์ (Watthu-Dib Bistro & Bar) คาเฟ่และบิสโทรที่อบอวลไปด้วยบรรยากาศอบอุ่น ให้ผู้มาเยือนได้พักสายตาพร้อมอาหารและเครื่องดื่ม 

Dib Bangkok พิกัดใหม่ของคนรักอาร์ตที่ไม่ควรพลาด

แต่สิ่งที่ทำให้ Dib Bangkok น่าหลงใหล ไม่ได้อยู่เพียงที่ตัวอาคาร หากคือบทสนทนาที่เกิดขึ้นภายในนิทรรศการ “ล่อง (ไม่) หน” นิทรรศการเปิดตัวของดิบ บางกอก ซึ่งรวบรวมผลงานกว่า 80 ชิ้น จากศิลปินร่วมสมัยไทยและต่างประเทศกว่า 40 คน กระจายอยู่บนพื้นที่จัดแสดงทั้งสามชั้น

ทุกชิ้นงานต่างชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามเดียวกันว่า

“เราจะจดจำสิ่งสำคัญที่ไม่อาจจับต้องหรือมองเห็นได้อย่างไร”

ชั้นแรก : The Unseen – สิ่งที่มองไม่เห็น
ผลงานศิลปะในชั้นนี้หยิบยกวัตถุธรรมดาในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นแผ่นอะลูมิเนียม เสื้อผ้า ของใช้ในครัวเรือน หรือแม้แต่รถโฟล์กเต่า มาจัดวางในแบบที่เปลี่ยนไป จนก่อให้เกิดความรู้สึกคุ้นเคยปะปนกับความแปลกแยก ราวกับความทรงจำบางอย่างที่ยังอยู่ แต่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ชื่อผลงานจากซ้ายไปขวา

  • Pleasure Dome (2556) โดย ฌอง-ลุค มูเลน

  • Untitled Threshold (After Victor Harta After Aharleston) (2562) โดน ฮิวจ์ เฮเดน

  • Round n Round (1) (2555) โดย บี เถกิง พัฒโนภาษ

Dib Bangkok พิกัดใหม่ของคนรักอาร์ตที่ไม่ควรพลาด

ต้อนรับผู้ชมด้วย ผลงาน Constellations (2558 - 2568) โดยมาร์โค ฟูชินาโต งานที่ทำให้เราได้ลองเล่นกับเสียง เพียงจับไม้เบสบอล แล้วหวดไปบนผนังสีขาวอย่างเต็มแรง ก็จะปรากฏเสียงที่ดังสนั่นสั่นสะเทือนเข้าไปในร่างกายของเรา

Dib Bangkok พิกัดใหม่ของคนรักอาร์ตที่ไม่ควรพลาด

Willing To Be Vulnerable - Metalized Balloon V3 (2558/2562) ผลงานของลี บุล ศิลปินชาวเกาหลีใต้ ที่ใช้ผ้าไนลอนทัฟฟิตา โพลีเอสเตอร์ผสมอะลูมิเนียม พัดลมและสายไฟ กลายมาเป็นบอลลูนขนาดใหญ่ที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศ

Dib Bangkok พิกัดใหม่ของคนรักอาร์ตที่ไม่ควรพลาด

Emotional Machine ผลงานของ สุรสีห์ กุศลวงศ์ ศิลปินชาวไทย ผู้หยิบยกความทรงจำในวัยเยาว์จากการเติบโตบนเรือนแพบริเวณเกาะลอย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มาถ่ายทอดผ่านภาษาของศิลปะร่วมสมัยได้อย่างน่าประทับใจ

หัวใจของผลงานคือรถโฟล์กสวาเกน บีเทิล คันที่ศิลปินเคยใช้เดินทางท่องไปทั่วประเทศฟินแลนด์ ถูกพลิกกลับหัวและแขวนลอยอยู่กลางอากาศ ราวกับกำลังแปรสภาพเป็นเรือนแพที่โอนเอนไปตามจังหวะของสายน้ำ ภายในรถมีการฉายภาพวิดีโอของเรือนแพบนเกาะลอย เชื้อเชิญให้ผู้ชมก้าวขึ้นไปนั่งและปล่อยตัวเองให้ล่องลอยไปกับความทรงจำของศิลปิน

รายล้อมด้วยซากอะไหล่รถยนต์และตู้จำหน่ายเครื่องดื่มอัตโนมัติที่บรรจุสิ่งของธรรมดาในชีวิตประจำวัน ผู้ชมสามารถกดเครื่องดื่ม นั่งพัก และใช้เวลาอยู่กับผลงานได้อย่างอิสระ เป็นการรื้อถอนขนบเดิมของการชมพิพิธภัณฑ์ที่มักห้ามรับประทานอาหารและเครื่องดื่มภายในพื้นที่จัดแสดง และเปลี่ยนพื้นที่ศิลปะให้กลายเป็นพื้นที่ของการใช้ชีวิต ความทรงจำ และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

Dib Bangkok พิกัดใหม่ของคนรักอาร์ตที่ไม่ควรพลาด

Incubeta (2553) ผลงานของ สุโพธ คุปตา ศิลปินชาวอินเดีย หยิบเอา “ปิ่นโต” หรือ Dabba ภาชนะที่พบเห็นได้ทั่วไปในอินเดียและเป็นดั่งสัญลักษณ์ของชนชั้นแรงงาน มาจัดวางใหม่ในรูปทรงคล้ายไข่ที่กำลังรอวันฟักตัว

เหนือขึ้นไปคือแชนเดอเลียร์อันวิจิตร สัญลักษณ์แห่งความความหรูหราของโลกตะวันตก ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเจ้าอาณานิคมของอินเดีย ทำหน้าที่เสมือนแสงและความอบอุ่นที่หล่อเลี้ยงฟูมฟักไข่เบื้องล่างที่เป็นตัวแทนการกำเนิดของชีวิตใหม่

เมื่อวัตถุธรรมดาจากชีวิตประจำวันถูกนำมาจัดวางเคียงคู่กับสัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่ง ผลงานชิ้นนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงประติมากรรมจัดวาง หากยังชวนให้เราครุ่นคิดถึงความเหลื่อมล้ำ ชนชั้น และความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างแรงงาน ทุน และความฝันในการเติบโตของผู้คนในสังคมร่วมสมัย

Dib Bangkok พิกัดใหม่ของคนรักอาร์ตที่ไม่ควรพลาด

ชั้นสอง : The Unsaid – สิ่งที่ไม่เคยถูกเอ่ยถึง

นี่อาจเป็นชั้นที่ทำให้หลายคนเผลอใช้เวลาอยู่นานกว่าที่คิด เพราะผลงานแต่ละชิ้นชวนให้เราหันกลับไปสำรวจประสบการณ์ส่วนลึกในชีวิต ทั้งเรื่องของความรัก การสูญเสีย การจากลา และช่วงเวลาที่ไม่อาจย้อนคืน

เริ่มต้นด้วยผลงานฮิโรชิ ชูงิโมโตะ ศิลปินชาวญี่ปุ่น กับผลงานที่ชื่อว่า Tri-City Drive-In, San Bernardino(2536) ซึ่งภาพถ่ายนี้ศิลปินได้ตั้งค่าการเปิดรับแสงของกล้องให้เท่ากับความยาวของภาพยนตร์ที่กำลังฉายอยู่บนจอ เหมือนกำลังบีบอัดเรื่องราวทั้งหมดให้เหลือเพียงภาพนิ่งอันเงียบงัน เราอดไม่ได้ที่จะหยุดมองและหันกลับมาทบทวนชีวิตของตัวเอง เพราะไม่ว่าช่วงเวลาจะเข้มข้น งดงาม หรือเต็มไปด้วยเรื่องราวเพียงใด สุดท้ายแล้วทุกสิ่งอาจหลงเหลือเพียงภาพหนึ่งภาพในความทรงจำ

Dib Bangkok พิกัดใหม่ของคนรักอาร์ตที่ไม่ควรพลาด

The Lover's Bed (2533) คือผลงานของ รีเบคกา ฮอร์น ศิลปินชาวเยอรมัน ที่นำโครงเตียงเหล็กธรรมดามาแปรเปลี่ยนเป็นพื้นที่แห่งความทรงจำและความฝัน บนเตียงนั้นมีเหล่าผีเสื้อเกาะอยู่ และสามารถกระพือปีกได้จริงด้วยกลไกมอเตอร์ ซึ่งผลงานชิ้นนี้เป็นฉากหนึ่งในภาพยนตร์แนวเหนือจริงเรื่อง Buster’s Bedroom(2533) ของรีเบคกา ฮอร์น ถ่ายทอดเรื่องราวของสถานพักฟื้นผู้ป่วยโรคเรื้อรัง สะท้อนชีวิตจริงที่เธอเคยล้มป่วยอยู่บนเตียงด้วยโรคปอดรุนแรงขยับตัวไม่ได้ ทำให้เธอจินตนาการว่าหากเธอสามารถงอกจากตัวผู้อื่นได้ก็อาจจะดี ซึ่งผีเสื้อก็เป็นเหมือนตัวแทนของสิ่งมีชีวิตที่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้จากดักแด้เป็นผีเสื้องดงามและอิสระ

Dib Bangkok พิกัดใหม่ของคนรักอาร์ตที่ไม่ควรพลาด

Future,2015.11.14-2040.5.25 ผลงานของศิลปินชาวญี่ปุ่น โนบุโยชิ อารากิ เพื่อสร้างผลงานชิ้นนี้เขาได้ตั้งค่าวันที่ของกล้องถ่ายรูปให้ระบุวันเวลาล่วงหน้าไปจนถึงวันเกิดครบ 100 ปีของตนเอง โต๊ะไฟและฟิล์มสไลด์จึงฉายภาพสิ่งที่ศิลปินพบเจอในชีวิตประจำวันผ่านแต่เกี่ยวพันถึงอนาคตที่ศิลปินจินตนาการว่าอาจจะเป็นอย่างไร

Dib Bangkok พิกัดใหม่ของคนรักอาร์ตที่ไม่ควรพลาด

มรกต(2550) ผลงานของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ และศิลปินทัศนศิลป์ชาวไทย เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำ (Palme d'Or) จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ที่เชื้อเชิญให้เราได้นั่งลงชมภาพวิดีโอแห่งความฝันถึงพื้นที่แสนห่างไกลลงบนเตียงนอนภายในห้องของโรงแรมร้าง ภาพเคลื่อนไหวที่ปรากฏเบื้องหน้าไม่ได้พาเราไปสู่เรื่องราวที่ชัดเจน หากกลับเปิดพื้นที่ให้ความทรงจำ จินตนาการ และความรู้สึกส่วนลึกได้ล่องลอยอย่างอิสระ ราวกับสถานที่ร้างแห่งนี้ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งผ่านบทสนทนาใหม่ที่เติมเข้าไป

Dib Bangkok พิกัดใหม่ของคนรักอาร์ตที่ไม่ควรพลาด

บริเวณชั้น 2 ยังเต็มไปด้วยผลงานที่ชวนให้ผู้ชมค่อย ๆ ใช้เวลาอยู่กับความคิดและความรู้สึกของตัวเอง

Daejeon, Summer of 2023 (2566) ผลงานของ จินจุน ลี ศิลปินชาวเกาหลีใต้ เริ่มต้นจากการหยดหมึกซูมิลงบนแผ่นปูนปลาสเตอร์ทรงกลมและหมุนมันไปตามจังหวะอารมณ์ในแต่ละวัน จนเกิดเป็นร่องรอยเฉพาะตัวราวกับบันทึกความรู้สึกของศิลปิน จากนั้นจึงนำแผ่นบันทึกเหล่านี้ให้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยเฉพาะอ่านและแปลงออกมาเป็นเสียงพิณเกาหลีที่บอกเล่าความทรงจำและบรรยากาศของเมืองแทจอนผ่านภาษาแห่งอารมณ์

Reflection 7 ผลงานของ Alex Katz ภาพวาดขนาดใหญ่ของศิลปินชาวอเมริกันที่วาดภาพตัวเองในวัย 70 

ส่วน Modul #1390 NCS-Color S0530-G20Y (Sea Foam Green) (2557) ของ เพ ไวท์ คือผลงานที่เชื้อเชิญให้เราเดินเข้าไปสำรวจภายในรูปทรงคล้ายโคมไฟขนาดยักษ์ พร้อมสูดกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของกุหลาบปากีสถานที่ลอยอบอวลอยู่ภายใน เปลี่ยนประสบการณ์การชมงานศิลปะจากการใช้เพียงสายตา ไปสู่การรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งร่างกาย

อีกหนึ่งผลงานที่ตราตรึงใจคือ เสียงพูดที่ไม่ได้ยิน (2538) ของ สมบูรณ์ หอมเทียนทอง ศิลปินชาวไทย ผู้ค้นพบเสาไม้เก่าแก่จากอำเภอแม่สะเรียงภายในร้านขายของเก่าใกล้เมืองเชียงใหม่ ก่อนนำมาทำความสะอาดห่อด้วยผ้าแล้วนิมนต์พระสงฆ์ 14 รูปมาทำพิธีบังสุกุลราวกับเป็นร่างไร้วิญญาณของบุคคลอันเป็นที่รัก ดิบ บางกอก นำมาจัดแสดงในห้องที่ตั้งใจออกแบบให้มองเห็นแสงธรรมชาติเข้ามา มองเห็นต้นไม้ใหญ่ด้านนอกที่เหมือนยังส่งพลังชีวิตมาให้เสาไม้ที่อยู่ในห้อง ภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ชวนให้เรานั่งลงและเฝ้าฟัง “เสียงที่ไม่ได้ยิน” ด้วยหัวใจมากกว่าหูของเราเอง

Dib Bangkok พิกัดใหม่ของคนรักอาร์ตที่ไม่ควรพลาด

Sunrise from a Small Window (2563–ปัจจุบัน) ผลงานของ โช ชิบูยะ ศิลปินชาวญี่ปุ่น ผู้บันทึกภาพท้องฟ้ายามพระอาทิตย์ขึ้นจากหน้าต่างห้องของตนเองลงบนหน้าปกหนังสือพิมพ์รายวันอย่างต่อเนื่องทุกวัน นับตั้งแต่ช่วงการระบาดของโควิด-19 ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2563 เป็นต้นมา

ความน่าสนใจของผลงานชุดนี้อยู่ที่ผู้ชมสามารถพลิกดูด้านหลังของแต่ละชิ้นงาน เพื่ออ่านเนื้อหาข่าวหลังปกหนังสือพิมพ์ประจำวันที่ภาพนั้นถูกสร้างขึ้น ทำให้ภาพท้องฟ้าอันเงียบสงบและพาดหัวข่าวของโลกภายนอกดำรงอยู่เคียงคู่กันในช่วงเวลาเดียวกัน

ผลงานชิ้นนี้จึงเปรียบเสมือนบันทึกความทรงจำของแต่ละวัน ที่เชื่อมโยงเรื่องราวส่วนตัวเข้ากับเหตุการณ์ของโลก ผ่านสองสิ่งที่ดูแตกต่างกันแต่กลับเชื่อมโยงกัน—ท้องฟ้าที่เปลี่ยนสีทุกเช้า และข่าวสารที่บันทึกความเป็นไปของมนุษย์ในแต่ละวัน.

ใกล้กันคือ Present (2558) อีกหนึ่งผลงานของ โช ชิบูยะ ที่ชวนให้ผู้ชมมีส่วนร่วมกับการสร้าง “ความทรงจำของปัจจุบัน” ผ่านเครื่องตอกบัตรและโปสการ์ดกรอบสีขาวเรียบง่าย

เมื่อสอดโปสการ์ดเข้าไปในเครื่อง วันที่ขณะนั้นจะถูกประทับลงบนกระดาษ กลายเป็นกรอบแห่งช่วงเวลาที่ไม่อาจย้อนกลับ ผู้ชมสามารถนำโปสการ์ดใบนั้นไปใช้เป็นกรอบสำหรับบันทึกภาพท้องฟ้าในวันเดียวกัน เก็บรักษาชั่วขณะธรรมดาให้กลายเป็นความทรงจำส่วนตัว

Dib Bangkok พิกัดใหม่ของคนรักอาร์ตที่ไม่ควรพลาด

ขึ้นมาบริเวณชั้น 3 จะมีที่นั่งให้เราได้มองออกไปเห็นผลงาน Memory(2568) ของโช ชิบูยะ บนกำแพงศิลปะ (Art Wall) ขนาดใหญ่ที่สุดของไทยด้วยความยาว 85 เมตร โดยงานชิ้นนี้ถือเป็นงานศิลปะที่ใหญ่ที่สุดที่เคยจัดพิมพ์ด้วย สามารถนั่งชมวิวได้จากที่นั่งชั้น 3 ของมิวเซียม

Dib Bangkok พิกัดใหม่ของคนรักอาร์ตที่ไม่ควรพลาด

ชั้นสาม : The Unknown – สิ่งที่ไม่อาจหยั่งรู้

ชั้นบนสุดของมิวเซียมมาเรามาสู่ห้องจัดนิทรรศการที่เหมือนเป็นการพาเราเดินทางมาสู่การตระหนักรู้ (Enlightenment) จากการที่ได้ชมงานศิลปะที่พาเราคิดถึงตัวตนของเราที่ผ่านมา งานแรกที่ตั้งอยู่ภายใต้เพดานสูงของชั้น 3 เป็นผลงานของศิลปินชาวเยอรมนี แอนเชล์ม คีเฟอร์ที่สร้างสรรค์ผลงานที่ชื่อว่า Der verlorence Buchestabe, 2562 ซึ่งแปลเป็นไทยว่า อักษรที่หายไป ภาพถ่ายคลี่ม้วนออกจากเครื่องพิมพ์เลตเตอร์เพรสยี่ห้อไฮเดลเบิร์กรุ่นดั้งเดิมซึ่งเป็นเครื่องพิมพ์ที่ผลิตงานพิมพ์ได้เร็วและเข้ามาปฎิวัติวงการพิมพ์กลับถูกให้ชะลอตัวในการผลิตเครื่องพิมพ์ชนิดนี้เนื่องจากต้องผลิตเครื่องจักรสงครามแก่ทัพนาซีแทน เหนือขึ้นไปของเครื่องพิมพ์คือประติมากรรมดอกทานตะวันที่กำลังผลิบานจากเศษซากของเครื่องจักรที่ผุพัง ซึ่งสำหรับศิลปินที่เติบโตขึ้นท่ามกลางเศษซากของสงคราม สำหรับเขา “เศษซากปรักหักพังคือจุดเริ่มต้น”

Dib Bangkok พิกัดใหม่ของคนรักอาร์ตที่ไม่ควรพลาดDib_Bangkok39

สองห้องสุดท้ายของพื้นที่ชั้นสาม ยังจัดแสดงผลงานของ มณเฑียร บุญมา ผู้บุกเบิกศิลปะร่วมสมัยไทย ผลงานของเขาไม่ได้มอบคำตอบ หากแต่ชวนให้เราตระหนักถึงการมีอยู่ของสิ่งไร้รูป สิ่งที่มองไม่เห็น แต่กลับเป็นองค์ประกอบสำคัญของชีวิตมนุษย์

เสียงแห่งดอกบัว,2535/2542-2543 เบื้องหน้าของเราคือระฆังดินเผาสีดำมากกว่า 500 ใบ ที่เรียงซ้อนกันเป็นชั้นราวกับกำแพงซึ่งกำลังโอบล้อมดอกบัวปิดทองเอาไว้ ภาพตรงหน้าสะท้อนทั้งคุณค่าและความเปราะบางของชีวิตได้อย่างงดงาม

ผลงานชิ้นนี้ถือกำเนิดขึ้นหลังจากที่ศิลปินรับทราบข่าวว่าภรรยาของเขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งในปี พ.ศ. 2534 อาจารย์มณเฑียร ซึ่งเป็นอาจารย์สอนศิลปะในเชียงใหม่ จึงหันหน้าเข้าวัดเพื่อสงบจิตใจเสียงระฆังจากวัดพระธาตุดอยสุเทพได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ ราวกับเป็นเสียงแห่งการเยียวยา ความหวัง และการตระหนักถึงความไม่เที่ยงของชีวิต  ซึ่งที่แกลเลอรีเรายังสามารถสแกน QR Code เพื่อฟังเสียงระฆังจากวัดพระธาตุดอยสุเทพได้ด้วย

Water, 2534 ผลงานประกอบด้วยโถดินเผาที่วางเรียงสลับเฉดสีอย่างเป็นจังหวะ เหนือขึ้นไปคือกระดาษสี่เหลี่ยมจำนวน 24 แผ่น ซึ่งดูคล้ายภาพของก้นโถแต่ละใบ เส้นโค้งที่ทอดไปมาบนพื้นผิวกระดาษก่อให้เกิดความรู้สึกของความว่าง ความนิ่ง และห้วงเวลาแห่งการภาวนา

Zodiac Houses, 2541-2542 ในช่วงบั้นปลายชีวิต มณเฑียร บุญมา ได้สร้างผลงานชุดนี้ขึ้นเพื่อเป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ โดยจำลองรูปทรงจากอาคารหกแห่งในเมืองชตุทท์การ์ท ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาเคยพำนักและมองว่าเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับจักรวาลและจิตวิญญาณ

ผนังภายนอกของแต่ละชิ้นงานประดับด้วยภาพโปร่งแสงของกลุ่มดาวจักรราศี ขณะที่หลังคาถูกเจาะเป็นรูเล็ก ๆ ให้คล้ายหมู่ดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน ส่วนภายในเคลือบด้วยผงสมุนไพร ซึ่งศิลปินเปรียบเสมือนพลังแห่งชีวิตและพลังศักดิ์สิทธิ์

ผู้ชมสามารถเดินเข้าไปยืนใต้โครงสร้างเหล่านี้ และเมื่อสูดลมหายใจลึก ๆ จะสัมผัสได้ถึงกลิ่นสมุนไพรอันอ่อนโยน ราวกับกำลังก้าวข้ามพรมแดนของโลกที่มองเห็น และออกเดินทางสู่ดินแดนแห่งความสงบและความเป็นนิรันดร์

Dib Bangkok พิกัดใหม่ของคนรักอาร์ตที่ไม่ควรพลาด

Full Moon,2534 ผลงานของ มณเฑียร บุญมา ที่สร้างขึ้นจากการจุดเทียนจนเกิดรอยไหม้และหยดน้ำตาเทียนที่ค่อย ๆ ไหลลงบนแผ่นไม้ ทิ้งไว้เพียงร่องรอยของกาลเวลา ความทรงจำ และการภาวนา

สำหรับศิลปิน รอยเขม่าจากควันธูปบนกำแพงวัดคือสิ่งที่ชวนให้ “ระลึกถึงการสวด…และคราบอะไรบางอย่าง” เป็นร่องรอยอันเงียบงันที่บันทึกทั้งศรัทธา ความปรารถนา และความไม่อาจเอื้อมถึงของมนุษย์

มณเฑียรจัดวางผลงานครึ่งหนึ่งไว้บนเพดาน และอีกครึ่งหนึ่งทอดตัวลงบนพื้นฝั่งตรงข้าม ราวกับการโคจรของพระจันทร์เต็มดวงที่กำลังเคลื่อนผ่านห้วงฟ้า จากการปรากฏขึ้น สู่การลับหาย และกลับคืนมาอีกครั้งในวัฏจักรอันไม่สิ้นสุด

Dib Bangkok พิกัดใหม่ของคนรักอาร์ตที่ไม่ควรพลาด

อีก 2 ผลงานของ มณเฑียร บุญมาที่เราชอบมากๆ จนต้องใช้เวลาหยุดดูเนิ่นนาน

Prayer of Abihsot ,2537/2568 กับภาพผนังที่เต็มไปด้วยกระดาษที่มีเครื่องหมายคำถามและวิดีโอจัดวางจำนวนสี่จอที่จะเห็นภาพเครื่องหมายคำถามตัดสลับกับศิลปินที่สัมผัสเครื่องหมายคำถามพร้อมไปกับเสียงที่เหมือนกำลังสวดภาวนา มีเครื่องถ่ายเอกสารที่ถูกตั้งค่าให้พิมพ์สำเนาเครื่องหมายคำถามไม่รู้จบ ซึ่งผลงานชิ้นนี้เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของชีวิตภรรยาของเขาที่กำลังต่อสู้กับโรคมะเร็ง

อโรคยาศาล, 2539 ที่ศิลปินใช้กล่องโปร่งมาเรียงกันสูงขึ้นไปด้านบนราวกับเสาของวิหารซึ่งกล่องโปร่งเหล่านี้ได้รับแรงบันดาลใจมากจากลิ้นชักเก็บยา ด้านในมีปอดอะลูมิเนียมจำนวนหลายสิบชิ้นถูกโอบล้อมอยู่เมื่อเราเดินเข้าไปชมด้านในเราจะได้กลิ่นหอมของสมุนไพรที่เคลือบปอดอยู่ ศิลปินใช้กลิ่นในการดึงการรับรู้ของเราให้กลับมาสู่ลมหายใจ รวมมถึงกระตุ้นให้ตระหนักถึงกลิ่นในการเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจ

Dib Bangkok พิกัดใหม่ของคนรักอาร์ตที่ไม่ควรพลาด

บางครั้งการเดินทางไปพิพิธภัณฑ์ ไม่ได้เป็นเพียงการไปดูงานศิลปะ แต่คือการเดินทางกลับเข้าไปสำรวจความทรงจำ ความรู้สึก และคำถามที่ซ่อนอยู่ภายในตัวเราเอง

และ ดิบ บางกอก  อาจเป็นหนึ่งในพื้นที่ไม่กี่แห่ง ที่ทำให้เราอยากใช้เวลาทั้งวันเพื่อฟังเสียงเงียบ ๆ ของศิลปะ และของตัวเองไปพร้อมกัน

Dib Bangkok พิกัดใหม่ของคนรักอาร์ตที่ไม่ควรพลาด

Dib Bangkok (ดิบ บางกอก)
ตั้งอยู่ระหว่างซอยสุขุมวิท 40 และถนนพระราม 4 กรุงเทพมหานคร

วันและเวลาเปิดทำการ
เปิด : วันพฤหัสบดี – วันจันทร์ เวลา 10.00 – 19.00 น.
ปิดทุกวันอังคารและวันพุธ

ค่าเข้าชม
บัตรชาวไทย (ผู้ใหญ่) 550 บาท
บัตรทั่วไป 700 บาท
นักเรียน–นักศึกษา (ทุกชาติ) อายุ 7-18 ปี 150 บาท
นักศึกษา (ทุกชาติ) อายุ 19-22 ปี 250 บาท
ผู้พิการ (ทุกชาติ) 150 บาท

เว็บไซต์ : https://dibbangkok.org/

การเดินทางด้วยรถสาธารณะ
• ลง BTS ทองหล่อ แล้วเดินผ่านสกายวอล์กมายังซอยสุขุมวิท ก่อนต่อมอเตอร์ไซค์รับจ้างหรือแท็กซี่ โดยแจ้งว่าไป “ดิบ บางกอก” บริเวณซอยโรงเรียนโรจน์เสรี
• หรือ ลง BTS เอกมัย ทางออก 2 บริเวณซอยสุขุมวิท 42 จากนั้นต่อมอเตอร์ไซค์รับจ้างหรือแท็กซี่เข้ามาได้เช่นกัน

การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว
มีที่จอดรถรองรับประมาณ 50 คัน 🅿️
จอดฟรี 3 ชั่วโมง

พิกัด GPS : https://maps.app.goo.gl/zibnCZDnRDffzMCX8

เขียนโดย
นางสาวฮานะ ชิลไปไหน
นางสาวฮานะ ชิลไปไหน